การเป็นดีเจที่ดี

คุณอาจจะเป็นดีเจด้วยหลายๆ อย่างเช่น เงิน ความเท่ห์ เป็นคนที่ดูมีเสน่ห์ รักในเสียงเพลง หรือมีความต้องการที่จะรู้จักพบปะผู้คน ฯลฯ ดีเจที่ไม่สำนึกในอาชีพของตัวเองว่า มีความสำคัญต่อธุรกิจบันเทิงและมีหน้าที่สร้างความบันเทิง ส่วนความบันเทิงสามารถให้คำจำกัดความได้ว่า การทำให้พึงพอใจ การทำให้สนุก การทำให้มีความสุข เพราะฉะนั้น หน้าที่ของอาชีพดีเจก็คือ การเลือกเพลงและมิกซ์มันให้ถูกต้อง เป็นกฏ 2 อย่างหลักๆที่จะทำให้คุณก้าวหน้าในอาชีพนี้ได้ง่าย แต่สองสิ่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเหมือนกับคนเราที่รู้ว่าทำดีทำอย่างไร แต่เวลาทำไม่ค่อยจะทำหรือทำได้ไม่ค่อยดีการเรียงเพลงหรือการเลือกเพลงมาเปิดนั้น เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่จะต้องเรียนรู้จากคนที่มาเที่ยว คนที่มาฟังการนำเสนอของคุณ และเรียนรู้จากรความผิดพลาดหรือจากตัวอย่างต่างๆ จิตวิทยาเรื่องวิธีการที่จะมิกซ์ดนตรีมันเป็นศิลปะ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการศึกษา โดยที่เราสามารถศึกษาจากคนที่ทำงานด้านนี้หรือที่ผลิตงานด้านนี้มาก่อน การมิกซ์เพลงเปรียบเสมือนมายากล เป็นเหมือนการซ้อนเพลง จากเพลงหนึ่งเข้าไปในอีกเพลงหนึ่งโดยที่คนเต้นหรือลูกค้าที่มาเที่ยวต้องไม่รุ้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเพลงที่จะทำให้เขารู้สึกสดุด การที่คุณจะเป็นดีเจที่มีระดับยิ่งๆขึ้นไป คุณต้องคำนึงถึงหลัก 3 ข้อคือ การเลือกเพลงที่ดี / การเปิดเพลงที่ดี / การดูแลผู้คนที่ดี แล้วมันก็จะกลายมาเป็นธรรมชาติของคุณ และธรรมชาติของคนที่จะประสบความสำเร็จของคนที่จะทำงานในอาชีพนี้ เพราะฉะนั้น 3 อย่างนี้คุณควร

เทคนิคการแสดง (การสร้างความเชื่อ)

เทคนิคการแสดง (การสร้างความเชื่อ)
เทคนิคการแสดง คือการกำหนดจุดมุ่งหมายในการแสดง รูปแบบการแสดง บทที่ใช้ในการแสดง ในอดีตกาลมนุษย์ต้องเผชิญกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ อย่างขาดความรู้ความเข้าใจ และ ไม่สามารถป้องกันภัยเหล่านั้นได้ มนุษย์จึงเกิดความกลัวและเกิดความเชื่อว่าอันตรายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นจากสิ่งที่เป็นอภินิหารของสิ่งที่มีอยู่เหนือธรรมชาติ พยายามปกป้องตนเอให้พ้นจากภัยนั้น ๆ ความกลัวทำให้มนุษย์เซ่นบวงสรวงสังเวยด้วยพืชพันธ์ธัญญาหารหรือชีวิตสัตวและแม้แต่ชีวิตมนุษย์ ให้แก่พวกผี เทพหรือเทวดาซึ่งมนุษย์กำหนดขึ้นโดยความเชื่อและความกลัวดังกล่าว เทพหรือเทวดาที่มนุษย์กำหนดขึ้นเพื่อบูชาได้แก่ เทพแห่งธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ การเซ่นบวงสวรงเหล่านไดมีการพัฒนามาจนเกิดพิธีกรรมสำคัญของมนุษย์ในปัจจุบัน และรูปแบบได้แห่พิธีนั้นได้พัฒนาให้แตกต่างกันออกไป และเพื่อให้การกระทำพิธีเกิดความยิ่งใหญ่ตระการตา จึงมีการนำเอาดนตรีและนาฏศิลป์รวมเข้าไว้ในพิธีบวงสรวงสังเวยดังกล่าว
ต่อมาพิธีกรรมต่าง ๆค่อย ๆมีความละเอียด มีความซับซ้อนและขั้นตอนมากขึ้น ได้มีผู้ทำพิธี ซึ่งมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง พิธีที่ทำมักมีการดื่มเหล้าให้เคลิบเคลิ้มและอาศัยเสียงดนตรี การกระทำคล้ายการเข้าทรงจนลืมตัวออกท่าทางการเต้นรำ เช่นการฟ้อนผีฟ้า ในภาคอีสาน ใช้ในการรักษาหรือเชื่อว่าทำให้พ้นเคราะห์ได้
เทคนิคการเขียนบทละคร ในที่นี้หมายถึง การเขียนบทละครให้มีปัจจัยต่าง ๆ ที่สามารถนำไปใช้ในการแสดงได้ ปัจจัยในการเขียนที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1. การแบ่งขั้นตอนของโครงเรื่องออกให้ชัดเจนว่า เรื่องดำเนินจากจุดเริ่มต้นแล้วเข้มข้นขึ้น และคลี่คลายไปสู่จุดจบอย่างไร 1.1 การเริ่มเรื่อง เป็นการแนะนำผู้ดูให้เข้าใจความเดิมและตัวละครสำคัญในเรื่อง 1.2 การขยายเรื่อง เป็นการดำเนินเรื่องให้เห็นปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น แสดงพฤติกรรมของตัวละครต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ 1.3 การพัฒนาเรื่อง เป็นการแสดงความขัดแย้งขอตัวละครในเรื่อง ทำให้การแสดงเกิดความเข้มข้นขึ้น 1.4 เป็นการที่ที่พระเอกตกอยู่ในสถานะการณ์ที่ล่อแหลม ถึงขั้นต้องมีการตัดสินใจกระทำบางการบางประการให้เด็ดขาดลงไป 1.5 การสรุปเรื่อง หรือการดำเนินเรื่องไปสู่จุดจบบริบูรณ์
2. การแบ่งเรื่องออกเป็นกลุ่มย่อยๆ เพื่อสถานะการณ์ต่างๆ ในแต่ละตอนเป็นไปตามวัตถุประสงค์โดยแบ่งได้ 6 ประการคือ 2.1 แสดงความปรารถนาของตัวละคร 2.2 รักษาความต่อเนื่องของเนื้อเรื่องโดยไม่ทำลายวัตถุประสงค์หลักของเรื่อง 2.3 ทำให้การดำเนินเรื่องแต่ละตอนประทับใจ 2.4 สอนเงื่อนงำไว้ในกาละเทศะที่สมควร 2.5 บรรจุปัจจัยที่ทำให้เกิดความประหลาดใจ 2.6 เปิดเผยสิ่งต่างๆที่ควรเปิดเผยในกาละเทศะที่สมควร
3. ลักษณะ คือ กลวิธีในการนำฉันทลักษณ์ต่างๆ มาใช้ในการแสดงออกของสถานะการณ์และความคิดของลักษณะมี 36 วิธี ซึ่งพอจะสรุปได้ว่าสำนวนที่จะนำมาประพันธ์เป็นบทบรรยายและบทเจรจา ต้องคำนึงถึง 3.1 พื้นเพของตัวละคร 3.2 ความรู้สึกที่ต้องการให้เกิดกับคนดู 3.3 ความแจ่มแจ้งของสาระในเรื่องที่ต้องการถ่ายทอดให้คนดูเข้าใจ 3.4 ความสัมพันธ์กับลักษณะของคนตรีและทำนองเพลงที่ใช้ประกอบการแสดง

เทคนิคการนำเสนอผลงานการประชาสัมพันธ์

ความหมายและความสำคัญของการนำเสนอแผนงานหรือผลงานประชาสัมพันธ์
การนำเสนอความคิดต่อคนๆ หนึ่ง หรือคณะกลุ่มคน เพื่อให้เข้าใจและหรือคล้อยตามความคิดของผู้เสนอ
การนำเสนอแผนงานจะช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนหรือแบ่งปันความคิดเห็น ซึ่งทำให้ผู้ฟังมีความรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในความคิดหรือแผนงานนั้นๆ เป็นผลให้แผนงานมีโอกาสประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
การนำเสนอแผนงานจะช่วยให้ผู้เสนอมั่นใจความคิดและข้อเท็จจริงต่างๆ จะเป็นที่เข้าใจชัดเจนอย่างที่ต้องการ (ไม่ต้องลุ้นว่าจะอ่านเอกสารที่เสนอไปเข้าใจหรือไม่)
การนำเสนอ เป็นการเตรียมการเสนอที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการได้สะดวก เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ฟังได้สด ฉับไว
วัตถุประสงค์การนำเสนอ
เพื่อบอกข้อมูล (Inform)
รายงานสถานะ (Status Report)
การสาธิต (Demonstration)
แผนธุรกิจ/กลยุทธ์ (Business/Strategy)
การขายความคิด (Idea Selling)
การเสนอแนะให้เปลี่ยนแปลง (Suggestion)
การขายสินค้า/บริการ (Product/Service Selling)
การอธิบายข้อมูลทางเทคนิค (Technical Data)
องค์ประกอบและปัจจัยที่สำคัญในการนำเสนอผลงานในรูปแบบต่างๆ
แบบตามจำนวนผู้พูด
แบบตามจำนวนผู้ฟัง
แบบระดับความเป็นทางการของการนำเสนอ
แบบระดับความสัมพันธ์กับผู้ฟัง
แบบตามสถานที่
แบบระดับความเป็นทางการของการนำเสนอ
เป็นทางการ
ผู้พูดจะยืน
ผู้ฟังจะนั่ง
ผู้พูดใช้โสตทัศนูปกรณ์ประกอบ
ช่วงถาม/ตอบอยู่ท้ายการนำเสนอ
มีการกำหนดหัวข้อแจ้งไว้ล่วงหน้า
ต้องเตรียมการ/ซักซ้อมกับโสตทัศนูปกรณ์ไว้ล่วงหน้า
กึ่งเป็นทางการ
ผู้พูดจะยืน/นั่งก็ได้ แต่มักจะยืน
ผู้ฟังจะนั่ง
ผู้พูดใช้โสตทัศนูปกรณ์ประกอบ/ Flipchart
ช่วงถาม/ตอบแทรกอยู่ระหว่างการนำเสนอ
อาจมีการกำหนดหัวข้อแจ้งไว้ล่วงหน้าหรือไม่ก็ได้
ต้องเตรียมการ/ซักซ้อมกับโสตทัศนูปกรณ์ไว้ล่วงหน้าบ้าง
ไม่เป็นทางการ
ผู้พูดจะยืน/นั่งก็ได้ แต่มักจะนั่ง
ผู้ฟังจะนั่ง/ยืน แต่งมักจะนั่ง/ตามผู้พูด
ช่วงถาม/ตอบเป็นรูปแบบการสนทนา/พูดคุย
ไม่มีการกำหนดหัวข้อแจ้งไว้ล่วงหน้า
ไม่ต้องเตรียมการ/ซักซ้อมกับโสตทัศนูปกรณ์
รูปแบบการนำเสนอ
แบ่งตามจำนวนผู้นำเสนอ
การฉายเดียว
ผู้นำเสนอ 2 คน
ผู้นำเสนอมากกว่า 2 คนขึ้นไป
แบ่งตามจำนวนผู้ฟัง
เสนอต่อผู้ฟังกลุ่มใหญ่
เสนอต่อผู้ฟังกลุ่มเล็ก
แบบตัวต่อตัว
แบ่งตามความสัมพันธ์ของผู้ฟัง
คนในองค์กร
คนนอก
แบ่งตามสถานที่ (Site Location)
การนำเสนอในสถานที่
การนำเสนอต่างสถานที่ (Multiple Site Presentation)
การประชุมทางโทรศัพท์
การประชุมทางวิดีโอ
การนำเสนอแบบขายความคิด / เสนอแนะให้เปลี่ยนแปลง
ต้ององค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนเสมอ คือ
อธิบายคุณลักษณะความคิด (Feature)
โน้มน้าวใจด้วยผลประโยชน์ (Benefit)

การผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์

ขั้นตอนการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์
1. การวางแผนการผลิต

การแสวงหาแนวความคิด : เป็นงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์
* แนวความคิดที่คิดขึ้นมาตื่นเต้นหรือไม่
* แนวความคิดนี้มีอะไรดี
* ถ้านำแนวความคิดนี้มาสร้างเป็นรายการโทรทัศน์ ผู้ชมจะได้รับประโยชน์อะไร
* วัตถุประสงค์ที่นำแนวความคิดนี้มาเสนอให้ผู้รับชม
* ปัญหาของการนำมาสร้างเป็นรายการโทรทัศน์
การกำหนดวัตถุประสงค์
เป็นการคาดหวังผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากผู้ชมได้รับชมรายการไปแล้ว ผู้ผลิตจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ว่ามุ่งให้ผู้รับ ได้รับหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านใดซึ่งอาจเป็นวัตถุประสงค์ทั่วไป หรือวัตถุประสงค์เฉพาะ
วัตถุประสงค์ทั่วไป & วัตถุประสงค์เฉพาะ
* การกำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไป มุ่งที่การเสนอข่าวสาร การให้ความรู้ การศึกษา การโน้มน้าวจูงใจ การใสห้ความบันเทิง หรือเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์
* วัตถุประสงค์เฉพาะ ในการกำหนดผลที่คาดหวังที่แคบลงไป เช่น ให้ทราบผลกระทบของการให้กำเนิดที่ทำให้เด็กในวัยเรียนลดลง จนทำให้ต้องปิดโรงเรียน
การวิเคราะห์ผู้ชมเป้าหมาย (Target Audience)
เป็นการทำความรู้จัดผู้ชมในแง่มุมต่างๆ เพื่อให้สามารถผลิตรายการได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด โดยคำนึงถึงข้อมูลต่างๆ เช่น เพศ อาชีพ ระดับการศึกษาความสนใจ เวลาที่จะชมรายการ ในแง่ของผู้ชมเป้าหมาย รายการที่ผลิตขึ้น อาจมุ่งผู้ชมในแนวนอน คือ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ หรืออาจมุ่งผู้ชมในแนวตั้ง คือมากกลุ่ม
การวิเคราะห์เนื้อหาและข้อมูล (Content Analysis)
เป็นกระบวนการวิจัยศึกษา และเสาะแสวงหา เนื้อหาสาระและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำรายการวิทยุโทรทัศน์ แล้วนำมาวิเคราะห์ เพื่อให้ได้เนื้อหาสาระ และข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจ เร้าใจ และเพิ่มความน่าเชื่อถือ
การเขียนบท (Script Writing)
เป็นการกำหนดลำดับก่อนหลังของการเสนอภาพและเสียง เพื่อจะให้ผู้ชมได้รับเนื้อหาสาระ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยระบุลักษณะภาพ และเสียงไว้เด่นชัด การเขียนบทเป็นกระบวนการต่อเนื่องจากขั้นการกำหนดแนวความคิดจนถึงการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูล และได้ประเด็นหลัก ประเด็นย่อยของรายการ โดยทำเป็นแผนผังของรายการก่อน เมื่อกำหนดแผนผังการเดินเรื่องแล้ว ผู้เขียนจึงจะนำไปเขียนบทละเอียดตามแผนผังรายการเป็นบทสมบูรณ์ต่อไป
การกำหนดฉากและวัสดุประกอบฉาก
การกำหนดฉาก และวัสดุประกอบฉากเป็นการเขียนรายละเอียดของฉากทุกชึ้น ทุกชุดที่ต้องใช้ และวัสดุประกอบฉากทุกประเภท ลงในแบบฟอร์มการกำหนดฉาก โดยแยกชิ้น หรือชุดละแผ่น เพื่อจะได้ส่งไปให้ฝ่ายฉากดำเนินการออกแบบ จัดสร้างและจัดหาให้
การกำหนดวัสดุรายการ
วัสดุรายการ หมายถึง วัสดุเนื้อหา ประเภทรูปภาพ แผนภูมิ ข้อมูลทางสถิติ ภาพยนตร์ ภาพทัศน์ ที่จะนำมาใส่ หรือประกอบไว้ในรายงาน
การกำหนดวัสดุรายการ จำแนกเป็น 2 ประเภท คือ
- วัสดุรายการที่มีอยู่แล้ว ก็ให้ใส่รายชื่อ และแหล่งที่หาได้
- วัสดุรายการที่ต้องผลิตขึ้นใหม่ ก็ต้องใส่รายชื่อ และกำหนดความต้องการไว้ให้ชัดเจน
วัสดุรายการที่เป็นภาพยนตร์ หรือเทปภาพทัศน์ที่จะต้องผลิตใหม่ ต้องมีการกำหนดรายละเอียดของสิ่งที่ต้องการถ่ายทำ โดยทำเป็นแผนผังรายการ ที่มีการกำหนดสถานที่ถ่ายทำ สิ่งที่จะถ่าย มุมกล้อง และความยาวไว้ให้ชัดเจนพอ
การกำหนดผู้แสดงหรือผู้ปรากฏตัว
การกำหนดตัวผู้แสดง หรือผู้ปรากฎตัวนี้จะเขียนได้ในแบบฟอร์มผู้แสดง หรือ Talent ก่อนกำหนด ผู้ผลิตควรกำหนดผู้กำกับรายการไว้แล้ว ควรหารือกันก่อนเพราะผู้กำกับจะแนะนำได้ว่า ผู้แสดงคนใดมีความสามารถมาก-น้อยเพียงใด
การจัดทำแผนผังเวที และแผนผังไฟ
* แผนผังเวที (Floor Plan) หมายถึง กำหนดตำแหน่งของคน ฉาก และสิ่งของต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงรายการ
* แผนผังไฟ (Lighting Plan)จุดกำหนดตำแหน่งของไฟที่ใช้ในการถ่ายทำ
การจัดทำงบประมาณ
ค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ประกอบด้วย
* ค่าผู้ผลิตรายการ
* ค่าผู้กำกับรายการ
* ค่าผู้เขียนบท
* ค่าผู้ดำเนินรายการ วิทยากร และผู้แสดง
* ค่านักดนตรี
* ค่าสถานที่ และอุปกรณ์การผลิต เช่น ค่าเช่าห้องสตูดิโอ
* ค่าผลิตงานกราฟฟิค
* ค่าสร้างจัดฉาก
* ค่าวัสดุรายการ
* ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง พาหนะไปถ่ายทำนอกสถานที่
2. การเตรียมการผลิต
ขั้นเตรียมการผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์
* การเตรียมงานด้านบุคลากร
* การเตรียมสถานที่
* การเตรียมอุปกรณ์การผลิต
* การเตรียมฉาก วัสดุประกอบฉาก เครื่องแต่งตัว แต่งหน้า
* การเตรียมวัสดุกราฟฟิค วัสดุรายการ
* การเตรียมการด้านผู้แสดง
* การเตรียมการด้านเสียง แสง
* การติดตั้งฉาก อุปกรณ์การผลิต
การเตรียมการด้านบุคลากร
เมื่อได้กำหนดผู้ที่ทำหน้าที่เขียนบท กำกับรายการ ผู้ดำเนินรายการ ผู้แสดง และกำกับเวทีแล้ว ในด้านเทคนิค ฝ่ายเทคนิคจะกำหนดผู้กำกับเทคนิค (TD) ช่างกล้อง ช่างควบคุมเสียง และช่างควบคุมแสง
ในขั้นเตรียมการ ผู้ผลิตรายการจะต้องแจกบทวิทยุโทรทัศน์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน เพื่อจะได้ศึกษาบทล่วงหน้า รายชื่อบุคลากรทั้งหลายเหล่านี้ ผู้ผลิตจะให้หน่วยกราฟฟิคทำแผ่นเครดิต เพื่อจะได้นำไปใช้ในตอนท้ายของรายการด้วย
การเตรียมสถานที่
การเตรียมสถานที่ในการถ่ายทำมี 2 แห่ง คือ
* การเตรียมสถานที่ในห้องผลิตรายการ หรือในสตูดิโอ
ในสตูดิโอ ผู้ผลิตรายการต้องจองห้องสตูดิโอ และห้องตัดต่อรายการในวันเวลาที่ต้องการไว้ล่วงหน้าในกรณีที่ออกอากาศการเตรียมสถานที่จะรวมด้านการซ้อมด้วย
* สถานที่จริง (On Location) สถานที่ภายนอกสตูดิโอ ผู้ผลิตจะต้องดูแลเรื่องการควบคุมแสงสว่าง และควบคุมเสียงรบกวนให้น้อยลง
การเตรียมอุปกรณ์การผลิต
ในการถ่ายทำในสตูดิโอ ฝ่ายเทคนิคจะเป็นผู้สั่งการเรื่องการเตรียมอุปกรณ์การผลิตในด้านกล้อง ระบบเสียง แสง เครื่องฉาย และเครื่องเทปผู้ผลิตรายการจำเป็นต้องตรวจสอบความพร้อมด้วยการพบผู้กำกับเทคนิคที่ได้รับมอบหมายให้กำกับเทคนิครายการนั้นๆ ในการถ่ายทำ ณ สถานที่จริง ภายนอกสตูดิโอ ผู้ผลิตต้องตรวจสอบความพร้อมด้านกล้องโทรทัศน์ เครื่องตัดต่อภาพ เครื่องเทป ภาพทัศน์ เครื่องผสมเสียง และโคมไฟให้แสงสว่าง ในกรณีที่ใช้รถบันทึก หรือ ถ่ายทอดรายการนอกสถานที่ (Outdoor Broadcat-OB Van) ผู้ผลิตรายการต้องได้รับความมั่นใจในด้านความพร้อมของเครื่องมืออุปกรณ์ก่อนออกอากาศ
การเตรียมฉาก วัสดุประกอบฉาก เครื่องแต่งตัวและแต่งหน้า
ฝ่ายศิลปกรรมฉาก จะเป็นผู้ออกแบบผลิต และจัดฉากกับวัสดุประกอบฉากตามความต้องการของผู้ผลิตรายการ เพื่อให้ได้ฉากตามต้องการ และมีเวลาแก้ไขเพิ่มเติมก่อนวันเวลากำหนดบันทึกรายการ หรือออกอากาศ ในด้านการแต่งหน้า แต่งตัว โดยเฉพาะรายการละคร ผู้ผลิตจะต้องมีการสั่งการให้มีการออกแบบ สั่งตัด และตรวจสอบคุณภาพของเครื่องแต่งตัวประเภทต่างๆ ให้พร้อม ส่วนการแต่งหน้ามักจะเป็นการเตรียมการขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับคน หลังจากแต่งหน้าแล้วก็จะได้เข้าฉากทันที
การเตรียมวัสดุกราฟฟิค และวัสดุรายการ
การเตรียมวัสดุกราฟฟิค ครอบคลุมแผน Telop ที่บอกชื่อรายการ ชื่อบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการผลิตรายการ และรูปภาพแผนภูมิต่างๆ ที่จะต้องนำมาสอดแทรก (Insert) ในรายการ ผู้ผลิตต้องตรวจสอบในด้านขนาด และสัดส่วนของ Telop คุณภาพของผลงานและสาระที่บรรจุไว้ในวัสดุกราฟฟิค
ในด้านวัสดุรายการ ผู้ผลิตต้องเลือกภาพประกอบตัดต่อภาพยนตร์ที่จะต้องใช้ไว้ให้พร้อม ก่อนที่จะเข้าวันเวลาบันทึกรายการจริง
การเตรียมการด้านผู้แสดง
การเตรียมการด้านผู้แสดง ควรมีการซักซ้อมมาก เพื่อที่จะได้ไม่เสียเวลาหยุดบ่อยๆ เพราะผู้ปรากฎตัวในรายการท่องบทไม่ได้
การเตรียมการด้านเสียงและแสง
เป็นการจัดตำแหน่งไมโครโฟน แผ่นเสียง เพลง และเทปที่จะใช้ในรายการ และทดสอบเสียงไว้ให้พร้อม เพื่อจะใช้ในการผลิตรายการได้
การติดตั้งฉาก และอุปกรณ์การผลิต
เป็นการเตรียมการขั้นสุดท้าย (Set Up) ที่ผู้ผลิตรายการจะต้องดูแลว่าทุกอย่าง "เข้าที่" ตามที่ต้องการ
3. การดำเนินการผลิต

ขั้นดำเนินการผลิต
1. ขั้นประชุมก่อนการผลิต
2. ขั้นซ้อม
3. ขั้นผลิต
ขั้นประชุมก่อนการผลิต
การประชุมก่อนการผลิตนี้ ผู้ที่เป็นประธานคือผู้ผลิตรายการ ซึ่งในช่วงแรกจะชี้นโยบาย และวัตถุประสงค์ของการผลิตรายการให้ทุกคนทราบ และแนะนำให้ทุกคนรู้จัก "ผู้กำกับรายการ" ซึ่งจะเป็นหัวหน้าทีมการผลิตในตอนหลัง เมื่อชี้แจงและแนะนำผู้กำกับรายการแล้ว ผู้ผลิตรายการก็จะมอบให้ผู้กำกับรายการชี้แจงรายละเอียด และบทบาทของบุคลากรต่างๆ และเริ่มรับบทบาทครบ กำกับ ผลิตรายการอย่างเด็ดขาดต่อไป
ขั้นซ้อม
เป็นกระบวนการเตรียมทุกคนให้ผ่านขั้นตอน เหมือนที่จะเกิดขึ้นจริงในรายการ
* การซ้อมแห้ง (Dry Run) ผู้กำกับรายการซักซ้อมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนได้ทำสิ่งที่กำหนดให้ ตามลำดับก่อน-หลังตามที่ปรากฏในบทโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงท่าทาง ตำแหน่งที่นั่ง การเดิน การยืน นั่ง หรือ ผู้ร่วมรายการ รวมทั้งการบรรยายหรือบทสนทนา
* การซ้อมผ่านแต่ละฉาก (Walk Through) ซ้อมดำเนินเรื่อง คือ การซ้อมที่ผู้แสดงและบุคลากรเทคนิคทุกคน จะต้องเข้ามาร่วมซ้อม การดำเนินตามเรื่องผ่านขั้นตอนต่างๆ
* การซ้อมกล้อง (Camera Rehearsal) คือ การซ้อมที่ใช้กล้องจับภาพทุกขั้นตอน การซ้อมกล้อง ทำได้ 2 วิธีคือ ซ้อมหยุดเป็นช่วงๆ และซ้อมอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุด เช่นเดียวกับถ่ายจริง
* การซ้อมผ่านกล้อง เป็นการซ้อมที่รวมการซ้อมย่อยทุกส่วนเข้าด้วยกัน
* การซ้อมเหมือนจริง เป็นการซ้อมเหมือนกับการออกอากาศจริง การซ้อมลักษณะนี้มักจะใช้เฉพาะรายการที่มีความสำคัญมากโดยที่มีเวลาเป็นอุปสรรค
ขั้นผลิต
ขั้นผลิตรายการเป็นขั้นที่ดำเนินการทันที หลังจากซ้อมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
4. การประเมินคุณภาพรายการ

ขั้นประเมินคุณภาพรายการ
1. การประเมินขณะผลิตรายการ
2. การประเมินเมื่อผลิตรายการแล้ว
3. การประเมินเมื่อได้ออกอากาศรายการไปแล้ว
การประเมินขณะผลิตรายการ
* ให้บุคลากรเทคนิคตรวจสอบสัญญาณภาพและเสียงที่จะบันทึกว่ามีระดับและคุณภาพตามที่ต้องการหรือไม่
* ควรมีการลองบันทึกเทปดูทุกครั้งขณะซ้อม
* ในขณะผลิตรายการ ผู้กำกับต้องใช้สายตาประเมินภาพการแสดง และหูประเมินเสียง
* เมื่อบันทึกรายการแล้ว ควรเล่นกลับให้ทุกคนได้ดู
การประเมินเมื่อผลิตรายการแล้ว
คณะกรรมการประเมิน มักจะประกอบด้วย ตัวแทนของฝ่ายจัดรายการ ฝ่ายเทคนิค ผู้ทรงคุณวุฒิ และหน่วยงานควบคุมการออกรายการ เช่น กบว. เมื่อประเมินแล้ว ก็เสนอแนะ และสั่งการให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง
การประเมินเมื่อได้ออกอากาศรายการไปแล้ว
* วิธีการประเมิน อาจสุ่มตัวอย่างสัมภาษณ์หรือส่งแบบสอบถาม
* เก็บข้อมูลจากจดหมาย หรือโทรศัพท์ที่ติชม หรือจากการวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน
* ยกข้อมูลการประเมินจากบริษัทที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการวิจัยตลาด

วิธีการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วแบบมืออาชีพ

ที่มาของการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊ว...การถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วเป็นส่วนผสมของการถ่ายรูปบุคคล (หรือ Portrait)กับภาพ Close-up โดยไม่ทราบที่มาแน่ชัด แต่หลักการของการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วนั้น จัดได้ว่าถ่ายง่ายมาก แต่บางทีก็ติดที่ข้อจำกัดของตัวแบบเองหรือขีดความสามารถทางด้านการสร้างสรรค์มุมกล้อง และมันสมองคนถ่าย ซึ่งก็มีทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อกันว่า ท่าทางแอ๊บแบ๊วนั้นมาจากพฤติกรรมของสัตว์โดยเฉพาะสัตว์น้ำครับ ซึ่งผมจะอธิบายไว้ในช่วงถัดไปว่ามันมีที่มายังไงอีกทีแล้วผลก็คือเมื่อนำมารวม ๆ กันแล้วก็จะได้ท่าที่เรียกได้ว่า 'แอ๊บแบ๊ว' ออกมากลายเป็นมุมกล้องที่ดูน่ารัก น่าหยิกที่สุด เท่าที่สมองมนุษยชาติ(บางคน)จะคิดได้อุปกรณ์ก่อนแอ๊บแบ๊วกล้องถ่ายภาพ ซึ่งก็ควรจะเป็นกล้องโทรศัพท์มือถือ หรือกล้อง Compact เท่านั้นเพราะการใช้กล้องระดับ Digital SLR นั้น มีแต่จะก่อให้เกิดอุปสรรคในการถ่ายรูปถ้ากล้องไม่ตกใส่กบาลจนหัวแตกเลือดซิบ แขนที่ถือกล้องอยู่ก็อาจมีกล้ามขึ้นได้ที่สำคัญไม่ได้ไปถ่ายภาพสารคดีหมีควาย ไม่ต้องไปใช้กล้องเทพระดับพระเจ้าก็ได้ หมายเหตุ : กล้องเว็บแคมก็ได้น่อหลักการแห่งการถ่ายรูปแอ๊บแบ๊วการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นไม่ยาก แต่ถ่ายอย่างไรให้ดูน่าหยิกอันนี้สิที่ยากยิ่งกว่าเนื่องจากบางคนหน้าตาชวนให้แสดงออกพฤติกรรมที่รุนแรงยิ่งกว่าหย ิกหรือจับหลักการดังกล่าวจะช่วยให้ท่านแอ๊บแบ๊วได้ง่ายดายแม้หน้าตาท่านจ ะ Abnormalโดยรูปแบบการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วนั้นมีหลักการง่าย ๆ (แต่สำคัญ)ในการถ่ายดังนี้1.) มุมแอ๊บแบ๊ว ซึ่งมุมกล้องแบบนี้เราเรียกว่าอีกอย่างว่ามุมกล้องแอ๊บแบ๊ว หรือ Abbeaw Shotคือคนจะแอ๊บแบ๊วได้ต้องใช้มุมกล้องในพิกัดนี้เท่านั้น เนื่องจากผมยังไม่เคยเห็นคนแอ๊บแบ๊วคนไหนจะถ่ายแบบสะพานโค้ง หรือแบบลอดขาถ่าย เราจึงกะระยะได้เท่านี้ที่สำคัญมุมกล้องนี้ถ่ายเองได้ เพราะสามารถใช้มือเดียวในการกดชัตเตอร์ได้สบาย ๆโดยมุมที่นิยมมากที่สุดคือมุมสูง (ประมาณ 30o-50o) เพราะจะทำให้หน้าตาดูแบ๊วได้ใจที่มุมกล้องในระดับนี้ได้รับความนิยม คาดว่าน่าจะมาจากปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าโดดเด่นได้รูปเป็นที่สุด มุมกล้องที่ถูกหลักมาตรฐานแอ๊บแบ๊วสากล2.) การแต่งหน้าแอ๊บแบ๊ว ถ้าท่านรู้ตัวว่าหน้าตาท่านไม่ดี เหมือนผีตายทั้งกลมชุบแป้งทอด ก็ขอให้ท่านแต่งหน้าด้วยการแต่งหน้าแบบแอ๊บแบ๊วจะไม่ยากมาก ก็คือแต่งหน้าธรรมดา ๆ ไม่ต้องถึงขั้นลิเกนั่นแหละคือไม่ต้องรองพื้นมากเหมือนโรยปูนขาวในงานกีฬาสี เอาบาง ๆ ก็พอ ถ้าพ่อไม่ได้ทำแป้งขายที่ต้องขับเน้นก็คือรอบดวงตา เพราะจะต้องทำตาโต เหมือนกับที่บ้านถูกหวยแจ๊กพ็อต 38 ล้านแก้ม...อันนี้สำคัญ ทางที่ดีแก้มควรจะมีสีแดงระเรื่อ เป็นแก้มก้นโดนเตะด้วยรองเท้า Combatริมฝีปาก อันนี้ก็ใช่ ให้ทาลิปมันไว้ด้วย อย่าให้คล้ำซีด ถ้าไม่มีลิปให้ต่อยปากเอาู รับรองแดงได้ใจ3.) การทำหน้าแอ๊บแบ๊วสำหรับการทำหน้าให้ถูกสนธิสัญญาแอ๊บแบ๊วสากลนั้น หลักใหญ่ใจความไม่ยากมากนักหรอกคือการทำหน้ามันไม่ยากนะครับ มันก็จะประมาณเอาสัตว์น้ำหลาย ๆ ชนิดมาผสมข้ามพันธุ์กันดังนี้ดวงตา : จะคล้าย ๆ ปลาตีน ใครเคยเห็นปลาตีนคงรู้ดี เพราะตามันโตใสแบ๊วมาแต่ไกลเลยแก้ม : เหมือนปลาทอง แต่เป็นปลาทองตะกระที่อมซากุระไว้ในกระพุ้งแก้มแบบเต็มความจุนะปาก : ปลาซัคเกอร์ (ปลาเทศบาล) คือทำปากให้ประมาณว่าจะเล็มตะไคร่ที่หน้าดินใต้น้ำได้สบาย ๆรวม ๆ แล้ว = จาจาบิงส์ จาก Star Wars: Episode I - The Phantom Menace... 4.) การจัดท่าทาง บางคนการแสดงออกทางสีหน้ายังไม่แบ๊วพอ จึงต้องใช้ท่าทางเข้าช่วยเพื่อเสริมพลังแอ๊บแบ๊วโดยการออกไม้ออกมือจะช่วยท่านได้ การเอานิ้วจิ้มแก้ม หรือทำตัววี (Victory) เป็นท่าสิ้นคิดส่วนใหญ่แล้วก็ไม่หนีกันไปไหน ท่าก็จะสิ้นคิดคล้าย ๆ กัน บ่งบอกถึงระดับสติปัญญาคนทำท่าว่าลอก ๆ ตามกันมา จนกลายเป็นรูปแบบพื้นฐาน ใครคิดท่าอื่นจะผิดผี หาใช่วิถีแห่งแอ๊บแบ๊วไม่5.) การตกแต่งภาพจากผลสำรวจบอกว่าร้อยละ 35% ขึ้นไปของผู้แอ๊บแบ๊ว จะต้องเอาภาพผ่านโปรแกรมตัดต่อรูปเนื่องจากการถ่ายภาพแอ๊บแบ๊วส่วนใหญ่นั้น จะเป็นการถ่ายแบบ Close Up คือถ่ายระยะประชิดดังนั้นสิวเสิว ตีนกงตีนกา ขอบตาคล้ำมันจะออกมาหมด แถมบางทีจะชัดยิ่งขึ้นด้วยแสง Flashจึงต้องนำเข้าสู่ Photoshop ในกระบวนการที่เรียกว่าลวงโลก...เอ้ย...การปรับลดจุดบกพร่อง... คนที่ตัดต่อแต่งเติมได้ขนาดนี้ ไปเปิดคอร์สสอน Photoshop หาตังค์เลยดีกว่า... ข้อเสียคือ...ใครเข้าสู่วิธีการนี้แล้ว 'มักหยุดไม่ได้' เพราะมันส์มือมาก แต่งภาพกันสนุกสนานมีสิวลบสิว มีตีนกาก็ทำหน้าเด้ง อ้วนไปก็บีบภาพซะ หน้าดำไปก็ทำให้สว่าง ซึ่งพอทำไปทำมาแล้วบางทีออกมาแล้วไม่ใช่คนเดิม หรืออาจถึงขั้น 'ไม่ใช่คน' คือใสมาก เหมือนตุ๊กตา ใสจนควายดูก็รู้ว่าแต่งภาพดังนั้นเมื่อท่านเข้าสู่กระบวนการนี้แล้ว จึงควรกระทำอย่างมีจรรยาบรรณ พอเพียง และจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมด้วยครับ